27 C
Chiang Rai
4 มิถุนายน 2020

จักรยาน: เป็นพาหนะสำหรับการเดินทางในประเทศไทยได้จริงหรือแค่ฝัน

ทางเลือกที่เป็นทางรอด

แม้ว่าการปั่นจักรยานในกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดใหญ่ๆในเมืองไทย จะเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวล แต่ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางประจำวัน ผมเองนั้นเริ่มเปลี่ยนมาใช้จักรยานเมื่อปี 2016 และก็ปั่นตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ด้วยเหตุผลหลักคือถึงจุดพีคที่ไม่สามารถยอมรับระบบขนส่งมวลชน และสภาพการจราจรของกรุงเทพ ได้อีกต่อไป จักรยานคันแรกที่ใช้คือจักรยานแม่บ้านมือสองของน้อง ทดลองเอามาใช้ปั่นไปทั่วกรุงเทพ ไปคุยงาน ไปซื้อของที่เซนทรัล ไปทำธุระ ไปทำงานให้ลูกค้า ใช้เส้นทางร่วมกับรถยนต์ ปั่นทุกช่วงเวลา เช้า สาย บ่าย ค่ำ แล้วแต่ว่าต้องไปทำธุระเวลาใด

ECO CAR คันแรกของไบค์เกอร์

จักรยานคันแรกที่เริ่มตัดสินใจเปลี่ยนวิถีการเดินทางคือจักรยานแม่บ้านมือสอง

ปั่นจักรยานแม่บ้านเป็นพาหนะอยู่ได้ร่วมหนึ่งเดือน จึงมีจักรยานเป็นของตัวเอง และตั้งแต่นั้นมาการเดินทางด้วยจักรยานจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในกรุงเทพอีกต่อไป จากการปั่นในชีวิตประจำวัน สู่การปั่นเพื่อเดินทางไกล เพื่อการพักผ่อน แม้กระทั่งการไปต่างประเทศ ก็หอบหิ้วเอาจักรยานติดตัวไปด้วย ออกจากสนามบินใด้ก็ปั่นไปตามกฎกติกาของเมืองนั้นๆ

ปั่นเบาๆ ขึ้นเขานิ่มๆ ทางเข้า มฟล

หลายเมืองที่มีโอกาสไปใช้เส้นทางทั้งในประเทศ และนอกประเทศ พบว่าการใช้จักรยานเป็นพาหนะนั้นเป็นการสะท้อนภาพความเท่าเทียมของสังคมได้ค่อนข้างชัดเจน คือไม่ว่าคุณจะใช้ซูเปอร์คาร์ รถบรรทุกพ่วง รถตู้ รถยนต์โดยสาร สกูตเตอร์ หรือจักรยาน คุณสามารถใช้พื้นผิวจราจรได้เหมือนกัน (คนเดินเท้า คนปั่นจักรยาน คนขับรถยนต์ เสียภาษีให้รัฐเหมือนกัน) ทุกคนที่สัญจรบนเส้นทางสาธารณะมีหน้าที่เคารพและรับผิดชอบต่อกฎหมายเหมือนๆ กัน และที่น่าปลาบปลื้มกว่านั้นคือการให้เกียรติผู้คนที่ใช้เส้นทาง ให้คุณค่ากับคนเดินเท้าและคนปั่นจักรยานเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนก็ตรงที่เป็นจุดตัดของถนน ตรงที่มีสัญญาณไฟจราจร จะพบเห็นวินัยของสังคมได้ชัดที่สุด การใช้จักรยานจึงเป็นวิธีการเดินทางอีกหนึ่งวิธีที่สังคมนั้นยอมรับและถูกนำไปคิดรวมกับการออกแบบโครงสร้างของเมืองในระดับนโยบาย

Fangshan Township เมืองเล็กๆ ชายทะเลทางตอนไต้ของเกาะไต้หวัน

เมืองไทยเองมีแบรนด์ธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานลงทุนค่อนข้างมาก ดูเหมือนว่าจะเป็นนิมิตหมายหรือสัญญาณอันดีที่ประเทศไทยจะมีทางเลือกในการใช้จักรยานเป็นพาหนะมากขึ้น จะมีการสร้าง Bike Lane มากขึ้น แต่…..คงจะต้องดูกันต่อไป เพราะจุดประสงค์ของคนใช้จักรยานในกรุงเทพหรือในประเทศไทยไม่ใช่เพื่อลดการใช้รถยนต์ในการเดินทางระยะทางสั้นๆ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อการออกกำลังกายเท่านั้น การออกกำลังกายนั้นมีพื้นที่เฉพาะเป็นพื้นที่ปิด การมีไบค์เลนจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินไปพอๆ กับการลดระดับปัญหารถติดเลยทีเดียว เพราะไบค์เลนไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพที่มีสีเขียวทาบนผิวถนนชิดทางเท้า (ซึ่งกฎหมายบังคับให้รถยนต์จอดชิดริมทางเท้า) ดังนั้นกฎหมายเกี่ยวข้องแน่นอนเรื่องนี้

ในประเทศไทยนั้น จักรยานเป็นเพียงเครื่องประดับของวิถีสังคมที่มองว่ารถยนต์ส่วนตัวเป็นเพียงทางเลือกเดียว

อุทยานเบญจสิริ

ผมเองเคยมีประสบการณ์มีรถกระบะบีบแตรใส่ แล้วลดกระจก พร้อมพูดใส่หน้าว่าเกะกะทางขี่หลบๆ หน่อย(ทั้งที่ผมเองขี่ชิดขอบทางอยู่เสมอ)..เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นละแวกสวนจิตรดา ซึ่งเป็นถนนเส้นที่รถไม่หนาแน่นสักเท่าไหร่ เหตุการณ์นั่นบ่งบอกทัศนคติและอาจจะหมายรวมถึงการให้คุณค่าความเท่าเทียมเลยก็ว่าได้

ผมย้าย Base ไปอยู่ทางภาคเหนือได้หลายเดือนแล้ว แต่ยังคงเดินทางด้วยจักรยานเป็นพาหนะอยู่ทุกวัน ปั่นข้ามเขา ข้ามอำเภอ ทั้งปั่นไปคุยงาน ปั่นเที่ยว ปั่นออกกำลัง หรือเมื่อต้องมีธุระที่ไปยังจังหวัดใดๆ ก็จะหอบหิ้วจักรยานไปด้วยเสมอ อาจไม่สะดวกสบาย แต่ก็ได้เรียนรู้ ระบบ Logistic ของว่าที่ประเทศผู้นำอาเซียน

คนปั่นจักรยานก็ควรจะเคารพกฎจราจรเช่นกันหากปั่นบนถนนสาธารณะ

คำคืนหนาวกลางเมืองไทเป

เพียงหวังว่าพาหนะในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจะถูกลดทอนบทบาทลง และส่งเสริมให้ใช้พาหนะเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และสัตว์ ให้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในแง่นโยบาย และ การปฎิบัติใช้

เรื่องราวน่าติดตาม!

เนเธอร์แลนด์ เพิ่มเงินให้พนักงานที่ปั่นมาทำงาน

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำลังพิจารณาแผนที่จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปั่นจักรยานไปทำงานแทนการขับรถยนต์เพื่อลดปัญหาการจราจรคับคั่งบนถนนและทางด่วน

จักรยาน: เป็นพาหนะสำหรับการเดินทางในประเทศไทยได้จริงหรือแค่ฝัน

แม้ว่าการปั่นจักรยานในกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดใหญ่ๆในเมืองไทย จะเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวล แต่ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางประจำวัน ทั้งเพื่อออกกำลังกาย สันทนาการชีวิต หรือการเดินทางไปทำงาน

ฝากใจไว้..เชียงของ

เริ่มต้นทางที่แม่จัน เข้าเชียงแสน มุ่งหน้าสู่เชียงของ รวมระยะทาง เพียง 94 กม แต่เป็น 94 กม ที่ใช้เวลาเกือบทั้งวัน ตะลึงพรึงเพริศบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1290 สร้างใหม่ ไฉไลกว่าเดิม เป็นทางสายหลักที่ใช้ในการติดต่อระหว่างอำเภอแม่สาย สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ